Back

เช้า กลางวัน เย็น ออกกำลังกายช่วงไหนเวิร์คสุด?

Share

หลายคนอาจเคยพยายามหาคำตอบของคำถามที่ว่า “ออกกำลังกายช่วงไหนดีที่สุด” และคำถามนี้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนรักสุขภาพทั่วโลกอยากรู้เหมือนกัน จึงมีงานศึกษาวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายขึ้นมา และเราก็ได้คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนว่า จริงๆ แล้ว มันไม่มีเวลาที่ดีที่สุดหรอกนะ…

เราทุกคนล้วนมี “โครโนไทป์” (chronotype) หรือพฤติกรรมการตื่น-นอนในแต่ละช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกัน เราจึงกระฉับกระเฉง พร้อมออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ต่างกันออกไป ธรรมชาติของบางคนอาจจะตื่นเช้าแล้วสดใส พร้อมออกไปวิ่งยามเช้า แต่บางคนกลับรู้สึกตื่นตัว มีแรงมากกว่าในตอนเย็น เมื่อเราได้ออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจพร้อม เราก็จะสามารถออกแรงได้มากและยาวนานกว่า จึงเห็นผลได้ชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายในแต่ละช่วงวันก็ส่งเสริมฟังก์ชันของร่างกายได้ในแบบที่ต่างกันออกไป

บูสต์การเผาผลาญในยามเช้า

คนที่รักการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการวิ่งออกกำลังกายจะได้เปรียบในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก เพราะการตื่นมาวิ่งเบาๆ (หรือบางคนอาจจะชอบวิ่งยาวๆ) ก่อนมื้อเช้าจะทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานที่ร่างกายเก็บสะสมไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของ “ไขมัน” ที่เราอยากกำจัดออกกันนั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะเริ่มใช้ไขมันสะสมหลังจากเคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่องไปในระยะเวลาหนึ่ง แต่การวิ่งในยามเช้าก็ช่วยให้ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกดีกับการตื่นเช้ามาออกกำลังกาย แถมการฝืนตัวเองในการตื่นเช้ามากเกินไปอาจให้ผลตรงกันข้ามกับที่ต้องการ เพราะเราอาจติดภาพจำว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยากเย็น ไม่สนุกไปโดยปริยาย จนเราอาจล้มเลิกความตั้งใจในการออกกำลังกายไปเลย

ถึงแม้ว่าช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะเผาผลาญไขมัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การออกกำลังกาย “เป็นประจำ” ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาไหนของวันก็ตาม ถ้าธรรมชาติของร่างกายเราไม่เหมาะกับการออกกำลังกายตอนเช้า เราก็สามารถเลือกที่จะไปออกกำลังกายในช่วงอื่นของวันได้ แต่ต้องสม่ำเสมอ และถึงแม้เราจะตื่นเช้าได้อย่างสดใส แต่เราไม่มีแรงพอที่จะออกไปวิ่งในตอนที่ท้องว่าง เราก็สามารถกินอะไรเล็กๆ น้อยๆ เสริมพลังก่อนได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันมากเกินไป เพราะการออกกำลังกายมีประโยชน์มากกว่านั้นอีกเยอะ

เข้มข้นในยามบ่าย

ช่วงบ่ายจะเป็นช่วงที่เราได้เคลื่อนไหวร่างกายมาสักระยะหนึ่งแล้ว แถมยังได้ทานอาหารแล้วเรียบร้อย จึงเหมือนกับร่างกายมีทั้งการวอร์มอัพและพลังงานพร้อมแล้ว จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง ออกแรงเยอะๆ ที่ทั้งช่วยเผาผลาญแคลอรีจำนวนมากและช่วยให้ได้ผลลัพท์ที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายในยามบ่ายยังช่วยให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า สมองปลอดโปร่ง พร้อมลุยงานต่อ สำหรับนักออกกำลังกายสายโหด ถ้าเป็นไปได้ ลองหาเวลาช่วงพักกลางวันไปยิมใกล้ๆ ที่ทำงาน หรือถ้าเป็นฟรีแลนซ์ ก็ลองแบ่งเวลาช่วงบ่ายไว้ออกกำลังกายดู เพื่อผลลัพท์ที่ชัดเจนทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ผ่อนคลายในยามเย็น

ช่วงเย็นถึงดึกหลังเลิกงานน่าจะเป็นช่วงเวลาที่คนสะดวกออกกำลังกายเยอะที่สุด แต่บางคนก็กังวลว่าการออกกำลังกายดึกๆ จะทำให้เราตื่นตัวจนนอนไม่หลับ ทำให้หลายคนที่สะดวกแค่ช่วงเวลาเย็นล้มเลิกความตั้งใจในการออกกำลังกายไป แต่ความเชื่อที่ว่า การออกกำลังกายในยามดึกทำให้นอนไม่หลับนั้น มันทั้งจริง…และไม่จริงในเวลาเดียวกัน

ร่างกายแต่ละคนล้วนตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน จึงไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวที่เป็นจริงสำหรับทุกคน บางคนได้ออกกำลังกายเหงื่อชุ่มๆ แล้วพร้อมนอนมาก แต่บางคนก็รู้สึกตื่นตัวยาวนานจนนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม การได้ออกกำลังกายเบาๆ (หรือหนักๆ ก็ได้ถ้าใจเราสู้) หลังจากวันทำงานที่ใช้สมองหนักๆ สามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งก็ช่วยให้เรานอนหลับได้สบายขึ้นได้ด้วย แถมยังเป็นเสมือนตัวแบ่งเวลาระหว่างช่วงทำงานกับช่วงพักผ่อนของเราให้ชัดเจนขึ้น

ถึงแม้เราจะว่างออกกำลังกายแค่ในช่วงเย็นหรือดึก เราก็ไม่ควรหยุดแผนออกกำลังกายเพียงเพราะกลัวว่าจะนอนไม่หลับ เราต้องลองให้รู้ก่อนว่าร่างกายเราเหมาะกับสิ่งนี้ไหม จึงค่อยปรับแผนตามธรรมชาติของร่างกาย สำหรับในช่วงดึก โยคะถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี เพราะมีหลายโฟลว์ที่ไม่ต้องออกแรงหนักจนหัวใจเต้นแรงแต่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือ โยคะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม

ไม่มีเวลาที่เหมาะสมเลย…ทำไงดี?

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น การฝืนตัวเองมากเกินไปอาจให้ผลลัพท์ที่ตรงกันข้าม แต่ถ้าเราตื่นเช้าไม่ไหว แต่ตอนบ่ายก็งานเต็ม แถมไม่ว่างออกกำลังกายในตอนเย็นเลย เราอาจจะลอง “ฝึกฝน” ตัวเองให้ตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกายได้ ถ้าเราตั้งใจที่จะดูแลสุขภาพของตัวเราเอง

ในการฝึกฝนตัวเอง เราอาจต้องฝืนบ้าง แต่ต้องไม่ฝืนมากจนเกินไป ควรเริ่มทำทีละเล็กน้อย โดยเริ่มจากตื่นมาออกกำลังกายเบาๆ อย่างจ็อกกิ้งสัก 15 นาทีให้ร่างกายคุ้นชินกับเวลาออกกำลังกายใหม่ จึงค่อยขยับขยายเวลาวิ่งให้นานขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะออกกำลังกายในตอนเช้าเกิน 15 นาทีไม่ไหวจริงๆ แต่ถ้าเราทำเป็นประจำเกือบทุกวัน ในหนึ่งเดือนเราก็ได้ออกกำลังกายไปราวๆ 450 นาทีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเยอะกำลังดี วิธีนี้เราก็จะไม่ต้องฝืนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมากจนยากเกินไป แถมยังได้สุขภาพดีๆ กลับมาอย่างแน่นอน

สรุปสั้นๆ…ออกกำลังกายช่วงไหนดีสุด?

การออกกำลังกายในแต่ละช่วงก็มีประโยชน์ต่างกันออกไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ความสม่ำเสมอ” และถ้าเราเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับตัวเราได้ เราก็จะพร้อมออกแรงมากกว่าในช่วงอื่น ซึ่งก็ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนขึ้น

หาเวลาที่เหมาะสมกับตัวเราเอง และอย่าให้คำว่า “ไม่มีเวลา” เป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย

ที่มา: These Are The Best Times To Workout For Your Goals

Share
Cart
There are no products in the cart!
0